หากได้รับการบำรุงเลี้ยง  ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ไม่เจริญเติบใหญ่ หากสูญเสียการเลี้ยงบำรุง  ก็ย่อมไม่มีสรรพสิ่งใดที่ไม่เสื่อมทำลายลง

เมิ่งจื่อกล่าวว่า

“ที่สถิตอยู่ในตัวมนุษย์ก็ใช่ว่าจะไร้จิตแห่งครรลองมนุสสธรรม แต่การปล่อยปละละทิ้งมโนธรรมไปจากตัวก็เปรียบได้กับปล่อยให้คมขวานมาลิดรานล้มโค่นต้นไม้ คอยตัดคอยบั่นทุกคืนวัน แล้วจะยังคงความงามอยู่ได้หรือ

ด้วยการบำรุงเลี้ยงของวันคืนจนถึงยามรุ่งอรุณเริ่ม ความชังความชอบชั่วดีที่ใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ครั้นเมื่อกอปรกรรมบำเพ็ญกิจไปในระหว่างวัน ก็เบียนบ่อนทำลายจนบางเบาลง
เมื่อบ่อนเบียนเวียนซ้ำอยู่ร่ำไป พลังอันสั่งสมมาแต่ค่ำคืน ก็ไม่พอเหลือให้เก็บออมไว้ เมื่อพลังแต่ค่ำคืนไม่เหลือเก็บไว้ ช่องว่างทางจำแนกจากสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ห่างนักแล้ว ผู้คนที่เห็นเดรัจฉานชาติในตัวผู้คนนั้น
ก็ย่อมหลงคิดไปว่าไม่เคยมีคุณสมบัติอยู่มาก่อน ทั้งนี้หรือใช่ว่าเป็นธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ผู้นั้น

ดังนี้ หากได้รับการบำรุงเลี้ยง  ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ไม่เจริญเติบใหญ่ หากสูญเสียการเลี้ยงบำรุง  ก็ย่อมไม่มีสรรพสิ่งใดที่ไม่เสื่อมทำลายลง"

ครั้นประชาชนล้มตายลง  ก็เอ่ยว่าตนมิใช่สาเหตุ กลับอ้างว่าอายุฤดูกาลบันดาลให้เป็นไป เช่นนี้แล้ว จะแตกต่างอย่างไร กับการจ้วงแทงผู้คนจนถึงแก่ความตาย แล้วเอ่ยว่าตนมิใช่สาเหตุ
กลับอ้างว่าอาวุธต่างหากที่ทำการประหาร

 

เมิ่งจื่อ

เมิ่งจื่อกล่าวว่า

ความจริงใจเท่ากับวิถีแห่งฟ้า การครุ่นคิดถึงความจริงใจเท่ากับวิถีของมนุษย์

ผู้ที่บรรลุความจริงใจแล้ว ไม่อาจสร้างความหวั่นไหวได้นั้น  ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่หากไม่จริงใจ 
ย่อมไม่อาจสร้างความหวั่นไหวแก่ใครได้เลย

จาก "คัมภีร์เมิ่งจื่อ" หนึ่งในคัมภีร์สำคัญด้านการปกครองของจีน ครั้งแรกในฉบับภาษาไทย สำนวนแปลโดย ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในชุดปรัชญาจีนคลาสสิกของ open deluxeหนังสือปกแข็ง เย็บกี่ เดินทองอย่างปราณีต พร้อมริบบิ้นที่คั่น

ข้อมูลหนังสือ