ทางเลือกทางการเมืองต่อกรณีปัญหาภาคใต้

ไม่ว่ารัฐบาลจะ “ปรับขุนพล” ไปอย่างไร แต่สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยิ่งห่างไกลจากความสงบเข้าไปทุกขณะ และในห้วง 3 เดือนที่ผ่านมา คงไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะสะเทือนความรู้สึกของสังคมได้เท่ากับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547

กล่าวสำหรับกรณีตากใบ ในทัศนะของเรา แน่นอนที่สุดเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น 6 ศพ ที่เสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุม หรือว่าจะเป็น 79 ศพ ที่เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่นั้น ซึ่งไม่มีเหตุผลใดๆ ที่รัฐจะปัดความรับผิดชอบไปได้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เป็นเพียงความบกพร่องในวิธีปฏิบัติของทหารชั้นผู้น้อยดังที่รัฐบาลพยายามสอบสวนอยู่ในขณะนี้ แต่โศกนาฏกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในสายตาของรัฐนั้น ผู้ถุกจับกุมทั้ง 1,300 คน มิใช่มนุษย์หรือพลเมืองที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน พวกเขาจึงได้รับการปฏิบัติเสมือนฝูงสัตว์ที่ถูกลำเลียงไปกระทำทารุณกรรม

อย่างไรก็ตาม ลำพังการพุ่งเป้าโจมตีไปที่รัฐในฐานะกลไลก่อความรุนแรงนั้น คงไม่เพียงพอสำหรับการคลี่คลายสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพราะ “โจทย์สำคัญ” ของเรื่องนี้ที่ผู้ใฝ่สันติภาพทั้งหลายต้องช่วยกันไตร่ตรองก็คือ ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย “ส่วนใหญ่” ที่แสดงออกมาว่าสนับสนุนแนวนโยบายและการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังที่ปรากฏอยู่ในรายการวิทยุโทรทัศน์ โพลสำรวจความคิดเห็น บทสนทนาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนมิตร หรือตามกระดานแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ทั่วไป

มากไปกว่านั้น มีบ่อยครั้งที่บางคนได้แสดงความไม่พอใจในทำนองว่า รัฐบาลยังอ่อนแอเกินไปในการจัดการปัญหาชายแดนใต้ หรือเสนอให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการปราบปรามขั้นเด็ดขาดกว่าที่เป็นอยู่เสียด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ก็วิพากษ์วิจารณ์นักวิชาการหรือกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลใช้สันติวิธี

ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ไม่ใช่หรือ ที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่คอยโอบอุ้ม/รับรองความรุนแรงที่รัฐกระทำในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแรงผลักจากปฏิบัติการฆ่ารายวันของผู้ก่อการ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมิได้มีใครแสดงตัวออกมารับผิดชอบหรือแถลงเป้าประสงค์ใดๆ

ขณะที่ความรุนแรงจากการกระทำของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ก็เป็นแนวร่วมมุมกลับ ช่วยผลักให้ชาวมลายูมุสลิมสายกลางในพื้นที่หันไปหากลุ่มหัวรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

“ช่องว่างทางสังคม” ในแนวราบระหว่างประชาชนกับประชาชนที่กำลังถ่างออกด้วยแรงผลักของทั้ง 2 ฝ่ายข้างต้น ทำให้สังคมไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง น่าเป็นห่วงดังที่เกษียร เตชะพีระได้เอ่ยถามไว้ในบทความ “หลังความตายที่ตากใบ” (มติชนรายวัน, 5 พ.ย. 2547) ว่า “ทั้งผู้ก่อการร้ายและนโยบายกับการปฏิบัติที่ผิดพลาดรุนแรงซ้ำซากของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ กำลังจะพาชายแดนใต้ประเทศไทยและพวกเราทุกคนลื่นไถลเมือกเลือดไปไกลถึงที่ใด?”

เช่นนี้แล้วเรา -ผู้ใฝ่หาเสรีภาพ- จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้อย่างไรกันบ้าง

เรื่องนี้คงต้องอาศัยการระดมพลังความคิดและปฏิบัติการที่เป็นจริงครั้งใหญ่ รวมทั้งเราคงต้องช่วยกันทบทวนการเคลื่อนไหวของผู้ใฝ่หาเสรีภาพ ที่พยายามกดดันรัฐให้ยุติความรุนแรงและเสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบสันติวิธีในช่วงที่ผ่านมาด้วยว่า เหตุใดจึงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เรายังมีด้านอ่อนและข้อจำกัดอย่างไรบ้าง

จากการสัมมนาของ ฟ้าเดียวกัน และศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียดได้ใน ฟ้าเดียวกัน ฉบับที่แล้ว) มีการพูดคุยในบางประเด็นที่น่าจะนำมากล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ประการหนึ่ง คือ สำหรับประชาชนที่ยืนสายกลางและไม่มีข้างให้เลือก เราควรจะแสดงพลังต่อต้านความไม่เป็นธรรมและความรุนแรงจากทั้ง 2 ฝ่าย มาตรฐานทางศีลธรรมที่เราเรียกร้องจากรัฐ เราก็ต้องเรียกร้องต่อผู้ก่อการและชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย คงต้องถามกันว่ามีวิธีการต่อสู้แบบอื่นไหมที่ไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์ ถึงแม้จะเป็นการต่อสู้กับการกดขี่ก็ตาม มีแต่ต้องยืนบนค่านิยมแบบนี้เท่านั้น มันจึงจะมีน้ำหนักพอที่จะชวนให้คนอื่นในสังคมร่วมแรงกับคนภาคใต้

อีกประการหนึ่ง คือ เราคงต้องสร้าง “ทางเลือกทางการเมือง” ของประชาชนที่ไม่ได้อยู่ข้างรัฐหรือกลุ่มหัวรุนแรง เนื่องจากทั้ง 1 กลุ่ม มีแต่ทางเลือกเชิง “การทหาร” เท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ เกษียร เตชะพีระ ได้ทดลองเสนอแนวทางนำร่องไปแล้วว่า ควรเปิดเวทีสาธารณะในประเด็นวิสัยทัศน์และแนวทางปฏิรูปการเมืองชายแดนใต้ เพื่อนำเสนอการเมืองทางเลือกที่จะทำให้ภาคใต้เป็นที่อยู่ร่วมกันของพี่น้องเชื้อชาติต่างๆ ได้อย่างสันติสุข โดยอาจมีจุดเริ่มต้นจากการนำเอาข้อเสนอปฏิรูปการเมืองการปกครองชายแดนใต้ที่สำคัญเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์มาพินิจพิจารณาร่วมกัน ตั้งแต่ “คำขอ 7 ประการ” ของหะยีสุหรง อับดุลกาเดห์ ที่เสนอต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2490 มาจนกระทั่งข้อสรุปปัญหาและข้อเสนอชุดที่รองนายกรัฐมนตรี จาตุรนต์ ฉายแสง ไปรับฟังประชาคม 3 จังหวัดชายแดนใต้มา นำมาให้ฝ่ายต่างๆอภิปรายถกเถียง หาทางปรับแก้ข้อเสนอเหล่านี้ให้สอดคล้องกับภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

…ไม่ต้องไป “หัดยิงปืน” หรอกครับ สันติสุขเกิดขึ้นได้ด้วยพลังประชาชน

ข้อมูลหนังสือ

  • ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2547 30ปีขบวนการชาวนาไทย ชีวิตหลังระบบทุนนิยม ประดับไว้ในโลกา
  • ผู้เขียน: วารสารฟ้าเดียวกัน
  • สำนักพิมพ์: ฟ้าเดียวกัน
  • พิมพ์เมื่อ: ตุลาคม 2545
  • ISBN: 9789749264997