การเดินทางเพื่อกลับไปที่เดิม?

ถึงแม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธาชย์ ในความหมาย “ระบอบการแกครองซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นทั้งประมุขของรัฐ และทรงเป้นประมุขฝ่ายบริหาร โดยมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ” (พจนานุกรม ฉบับมติชน, น.387) จะถึงกาลอวสานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

การปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หรือ เมื่อ 75 ปีที่แล้ว พร้อมๆ กับการสถาปนาแนวคิดที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ดังปรากฏในคำประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่เป็นของกษัตริย์ตามที่เขา
หลอกลวง” และมาตอกย้ำในมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญฉบับแรกว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

แนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนนั้นมิใช่สิ่งที่กล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ แต่ตามมาด้วยภารกิจดังที่ปรากฏในหลัก 6 ประการของคณะราษฎรว่า

1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกสารในทางการเมือง ในทางเทศกาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2.จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3.จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรรอดอยาก

4.จะต้องให้ราษฎรได้สิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ในยุคของคณะราษฎร (2475-2490) เราจึงเห็นความพยายามเพื่อจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศมหาอำนาจ, การตรากฎหมาย, การจัดตั้งสถาบันการศึกษาหรือแม้แต่การสถาปนาสกุลศิลปะของคณะ
ราษฎรขึ้นมา

แต่ความพยายามเหล่านั้นไม่อาจทัดทานการดิ้นรนต่อสู้ของกลุ่มอำนาจเก่าที่ต้องการหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้งได้เพียงแต่การต่อสู้นั้นมิใช่เพื่อนำระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับมา หากใช้ทุกวิธีทางเพื่อเพิ่มพระราชอำนาจให้มากที่สุดไม่ว่าจะวิถีทางกฎหมาย เช่นการต่อรอง
ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ไปจนถึงการใช้วิถีทางที่ผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง คือการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งนอกจากจะเป็นต้นแบบของการรัฐประหารมาจนถึงปัจจุบันแล้วยังเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของกลุ่มนิยมเจ้าหลัง 2475 อีกด้วย

นับแต่นั้นมาความพยายามที่จะเพิ่มพระราชอำนาจก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องถวายพระราชอำนาจคืน (ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2490 และถูกนำกลับมาใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548), การก่อเกิดแนวคิดอเนกชนนิกรสโมสร
สมมติ (ซึ่งนำแนวคิดก่อน 2475 มานิยามว่าการปกครองในยุคนั้นก็เป็นประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน), การพึ่งพระบารมี, การถวายฎีกา เรื่อยมาจนถึงการขอนายกฯ พระราชทานตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และสุดท้ายก็จบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยา “รัฐ
ประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”!

ในปีที่เราควรเฉลิมฉลอง 75 ปี ของการปฏิวัติสยามที่เป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง เรากลับต้องมาอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหารที่ชื่อ คณะปฏิรูปการแกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่
แปลงร่างเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ, การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดทั้งมวลนี้
ไม่มีส่วนไหนที่ยึดโยงกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่อย่างใด

หรือ 75 ปีของการปฏิวัติสยามจะไม่มีความหมายใดๆ เพราะเรากำลังเดินกลับไปสู่ที่เดิม ?

ข้อมูลหนังสือ

  • ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2550 ศิลปะคณะราษฎร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษีมรดก
  • ผู้เขียน: วารสารฟ้าเดียวกัน
  • สำนักพิมพ์: ฟ้าเดียวกัน
  • พิมพ์ครั้งที่ 1 — กุมภาพันธ์ 2550
  • ISBN: 9789747025453