บทเรียนภาคประชาชน

ด้วยปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งของทหาร ที่ยึดอำนาจการปกครองมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้กระทำการออกกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้ระบบราชการและเพื่อประโยชน์ให้นายทุน แต่กลับทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชนและชุมชน และกำลังจะนำพาสังคมไทยถอยหลังไปสู่ระบบอำมาตยาธิปไตยแทนที่การสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตย… พวกเราในฐานะพลเมืองของประเทศไทย จึงขอใช้สิทธิประกาศ “ปิดสภานิติบัญญัติรักษาการ เพื่อหยุดการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน”

ประกาศ “ปิดสภานิติบัญญัติรักษาการ หยุดการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน”

12 ธ.ค. 2550

การตัดสินใจระดมกำลังเพื่อปิดสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น ด้านหนึ่งย่อมมีความชอบธรรมในแง่ที่เป็นการต่อต้านร่างกฎหมายอันจะละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือส่งผลลบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

กระนั้น อีกด้านหนึ่งโดยตัวมันเอง “การปิดสภา” นี้ย่อมสะท้อนข้อผิดพลาดล้มเหลวของ“เครือข่ายภาคประชาชน” ด้วย

แน่นอน มิใช่ข้อผิดพลาดในแง่ “ความไม่เหมาะสม” ของการปีนรั้วเข้าไปขัดขวางการประชุมสภาฯ ดังที่ถูกตั้งคำถามโดยสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง-ที่แทบจะไม่เคยตั้งคำถามถึงความไม่เหมาะสมของคณะทหารที่ลากรถถังออกมาล้มล้างรัฐธรรมนูญเมื่อคราว 19 ก.ย. 2549

ทว่าเป็นความผิดพลาดล้มเหลวในระดับยุทธศาสตร์ของ “ภาคประชาชน” กลุ่มนี้

เป็นความผิดพลาดที่ประจักษ์ชัดผ่านปรากฏการณ์การออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ กป.อพช. และพันธมิตรเห็นว่าจะ “นำพาสังคมไทยถอยหลังไปสู่ระบบอำมาตยาธิปไตยแทนที่การสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตย”—เป็นประจักษ์พยานแห่งความผิดพลาดที่มิได้ล่องลอยมาจากตำราบนหอคอยใดๆ

ต้องไม่ลืมว่าการดำรงอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น แยกไม่ขาดจากการรัฐประหาร 19 กันยา แยกไม่ขาดจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ในปัจจุบัน รวมทั้งรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ และกระบวนการอื่นๆ ที่ตามมา

ในเมื่อกระบวนการรัฐประหารได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่งจาก “ภาคประชาชน”—แม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้แสดงท่าทีสนับสนุนคณะรัฐประหารออกมาเปิดเผย แต่ก็ไม่ต่อต้าน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงบางส่วนที่สมยอม จำนวนไม่น้อยก็แอบ “โล่งใจ” ที่สังคมการเมืองไทยได้ค้นพบ “ทางลัด” ออกจาก “ระบอบทักษิณ” เสียที ที่สำคัญคือ เห็น “โอกาส” ที่จะยกเลิกนโยบายเสรีนิยมใหม่ ปราบปรามคอร์รัปชั่น เห็น “ช่องทาง” ผลักดันกฎหมายดีๆ เพื่อสังคมและการปฏิรูปการเมืองผ่านครรภ์ของเผด็จการทหาร—การดำรงอยู่ของ คมช. รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่าและสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เป็นไปอย่างอบอุ่นยิ่งเช่นกัน

พลันเมื่อกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยดำรงอยู่อย่างอบอุ่นกระบวนการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจครั้งใหม่ที่โน้มเอียงไปสู่อำมาตยาธิปไตยจึงดำเนินไปอย่างยากจะทัดทานพลันเมื่อกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยดำรงอยู่อย่างอบอุ่นกระบวนการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจครั้งใหม่ที่โน้มเอียงไปสู่อำมาตยาธิปไตยจึงดำเนินไปอย่างยากจะทัดทาน

หากมองให้เห็นเหตุปัจจัยเช่นนี้แล้ว คำถามคือ ใช่หรือไม่ว่า การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้นมีความขัดแย้งกันในตัวเองระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ ? ใช่หรือไม่ว่า ภาคประชาชนเองก็ “มีส่วนร่วม” ในการ “นำพาสังคมไทยถอยหลังไปสู่ระบบอำมาตยาธิปไตยแทนที่การสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตย” ด้วยเช่นกัน ? และอะไรคือ “ความรับผิดชอบ” ที่ “ภาคประชาชน” ควรมีต่อ “ประชาชน” ?

เหล่านี้เป็นคำถามที่เราไม่สามารถปล่อยให้ลอยหายไปในสายลมได้ หากต้องการการถกเถียงแลกเปลี่ยนและสรุปบทเรียนอย่างกว้างขวางจริงจัง ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของการเมืองภาคประชาชน—ผ้าซับน้ำตาโลกาภิวัตน์ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร

ข้อมูลหนังสือ

  • ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2550 วิวาทะรัฐ-ชาติ พม่า การปฏิวัติด้วยชายจีวร? สังคมนิยมในทศวรรษที่ 21
  • ผู้เขียน: วารสารฟ้าเดียวกัน
  • สำนักพิมพ์: ฟ้าเดียวกัน
  • พิมพ์เมื่อ: ตุลาคม 2550
  • ISBN: 9789741360017