เสียเปลวก็เป่าเถ้า
ทุเรศเร้าทั้งสองรา
บัดใจจะเป่ามา
และมิตรน้อยนั่นเป่าไป
เถ้าร่อยบ่ลุกเรือง
กะเตื้องคลุ้งแต่ควันไฟ
ดำผอมพุหนองไผ
ผนึกเข่ากะโครงคราง
ดูกะดูกเด่นเผ่นผอมพาง
พ่ายภัยเพียบปาง
จะป่นจะปี้นี่หนาว


ผองชนก็ผ่านเฉย
ชำเลืองเลยทุกคราคราว
ลิ่วย่าง ณ ทางยาว
ละสองอยู่แต่หลังหยาม
ยังหญ้าชราเหลือง
และเบื้องร่มละหุ่งตาม
เงาเศร้าและแสงทราม
เสนาะหรีดและเรไร
ร้องร่ำรำพันเนืองใน
รูเปล่าเปลืองใจ
จึงสองพินาศเนือยเปลือย
**
บทกวีชิ้นนี้ตีพิมพ์ ใน อักษรสาส์น ฉบับที่ 10 เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2493 (หน้า 92-93) โดยมีหมายเหตุระบุไว้ว่าเป็นการแปลมาจากบทกวีของอินโดนีเซีย หรือที่ผู้แปลเลือกจะเรียกว่า “กาพยชะวา” ประพันธ์โดย “ดุลลาห์” (Dullah) ชื่อบทว่า “Gema Tanah Air” (“The Down-Trodden”) ฉบับภาษาไทยแปลว่า “ผู้ถูกเหยียบย่ำ”
**
เคยได้อ่านบทกวีนี้ครั้งแรกเมื่อหนึ่งรอบนักษัตรที่แล้ว และยังจำติดใจไม่หาย ในฐานะบทกวีแปลที่น่าตื่นตะลึงที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา และเชื่อว่าในชีวิตนี้จะไม่ได้เห็นใครทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว แม้ว่าจนบัดนี้จะยังไม่พบหลักฐานใดที่จะบอกได้ว่าผู้แปลที่ใช้นามปากกาว่า “ธอ.” นี้คือใคร แต่ก็เช่นเดียวกับที่มิตรผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนแนะนำให้รู้จักบทกวีนี้เคยสันนิษฐานไว้ ว่าความรู้สึกมันบอกได้ว่าบทกวีที่ขึ้นด้วยกาพย์ยานีและลงด้วยกาพย์ฉบังชิ้นนี้ คงไม่พ้นเป็นผลงานของ “นายผี” กวีคนสำคัญของประเทศนี้ที่กระทั่งสมญา “กวีรัตนโกสินทร์” ก็ยังนับว่า “เสียของ” เกินไป และฝีมือขั้นสูงขนาดนี้ ต่อให้สำนักศึกษาที่ถือตัวว่าสูงส่งในทางวิชาอักษรศาสตร์ก็ยากจะผลิตออกมาได้
**
ความโดดเด่นหนักแน่นของบทกวีแปลชิ้นนี้ ยิ่งถูกขับเน้นเมื่อมาปรากฏอยู่ใน อักษรสาส์น ที่พลิกดูเพียงผ่านยังพบว่า เนื้อหาในบางหน้านั้น วารสารที่โดนข้อหาว่าซ้ายนักหนาอย่าง ฟ้าเดียวกัน ยังชิดซ้าย เมื่อดูรายชื่อคนทำ ก็ล้วนเป็นบุคคลสำคัญระดับตำนานของแวดวงการประพันธ์ทั้งสิ้น พวกเขาไม่ได้ทำหนังสือขึ้นมาเป็นของเล่นๆ พวกเขาเห็นความจำเป็นของการต้องพูดอะไรบางอย่าง ในบางเรื่องที่สำคัญอย่างจริงจัง จริงจังเสียยิ่งกว่างานวิจัยและวิทยานิพนธ์ขยะมหาศาลในทุกวันนี้ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อเสริมพื้นบารมีในทางวิชาการ แต่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดอ่านและเข้าใจของผู้คน สิ่งที่พวกเขามีคือความรู้ วิจารณญาณ และความมุ่งมั่น ไม่ใช่ทุนงบประมาณสนับสนุนจากรัฐในนามองค์กรมหาชน
**
เฉกเช่นบทประพันธ์บางชิ้น ที่เราบอกได้ว่าใครจะมีสปิริตและปัญญาพอจะเป็นผู้เขียน เราก็บอกได้ว่าใครจะไม่มีคุณสมบัติที่จะทำอะไรได้แบบนั้น
**
กระดาษเก่าคร่ำร่วงกราว ปลายนิ้วติดฝุ่นเถ้า เป่าไม่พ้น สุดท้ายคงไปนอนก้นอยู่ปลายทางเดินหายใจ บทกวีอีกหลายชิ้นในเล่มแล้วเล่มเล่าเหล่านั้น แจ่มชัด ฉาดฉานในทางความคิดและการประพันธ์จนน่าตื่นตกใจ พวกเขาตายไปพร้อมไม้บรรทัดอันเดิมที่พวกเขาใช้วัดความจริง ความงาม และความเป็นธรรม เช่นเดียวกับงานเขียนของคนรุ่นก่อนหน้านั้นที่ประกาศนาม “คณะสุภาพบุรุษ” ในยุคที่ กุหลาบยังเป็นกุหลาบยังเป็นกุหลาบยังเป็นกุหลาบ
**
มันเป็นโลกของคนเก่าๆ รุ่นอดีตนั้น อดีตที่มันไม่ร่วมสมัย อดีตที่คนเหล่านั้นไม่อยู่ให้ยอกแสยงใจเหมือนอดีตยุคใกล้กว่านั้น
**
วันหนึ่ง ถามอาจารย์เบ็น แอนเดอร์สันถึงบางบรรทัดในบทนำหนังสือ In the Mirror ว่าตั้งใจจะหมายความอย่างไร แทนที่จะแปลความประโยคนั้น อาจารย์เบ็นบอกให้นึกภาพว่า เหมือนเราได้เดินข้ามสะพานมายังอีกฝั่ง แล้วสะพานนั้นก็ผุพังไปสิ้นไม่เหลืออะไร เรามีแต่ต้องยืนมองจากฟากนี้แล้วจินตนาการเอาเองว่า ชีวิตและบรรยากาศที่เคยเกิดขึ้น ณ ฝั่งฟากโน้นเป็นอย่างไร เพราะ “มันจบแล้ว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่พังไปแล้ว” นั่นเป็นการพูดถึงสิ่งที่สูญหายไปภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 แต่หากจะเชื่อมโยงย้อนกลับไปหายุคทศวรรษก่อน 2500 อาจารย์
เบ็นเขียนไว้ว่า คงถึงขั้น “ต้องอาศัยอะไรคล้ายๆ วิชาโบราณคดีในทางวัฒนธรรม”
**
นี่มิใช่การหวนอดีตรำลึกวันวานเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี หากคือการหวนหาอดีตยุคที่บ้านเมืองไม่ดี แต่ยังมีคนที่แยกแยะได้ว่าอะไรดี-ไม่ดี (และเป็นคนละเรื่องกับอาการบ้าศีลธรรมประเภทที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปอย่าง
ทุกวันนี้)
**
ยิ่งแปลกหน้า เก่าคร่ำคร่า และห่างไกล กลับยิ่งแจ่มชัด ชิดใกล้ และไม่ทันถูกทำให้เสื่อมสามานย์บัดสี
**
ในยุคที่ถูกครอบด้วยข่ายระยางของไฟจากฟ้า มีแต่ต้องหวนหาเถ้ามาเป่าเปลว

ข้อมูลหนังสือ

  • อ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ตุลาคม-ธันวาคม 2552 เบ็น แอนเดอร์สัน สแกนกรรมที่วัดไผ่โรงวัว
  • ผู้เขียน: วารสารอ่าน
  • สำนักพิมพ์: อ่าน
  • พิมพ์เมื่อ: ตุลาคม 2552
  • ISBN: 9786167158020