Introduction - Dead Heat on a Merry-Go-Round
โดย ฮารูกิ มูราคามิ

ผมรู้สึกฝืดฝืนเล็กน้อยกับการเรียกเรื่องราวที่รวบรวมมาไว้ในที่นี้ว่านิยาย พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ นี่ไม่ใช่นิยายในความหมายที่แท้จริง

เวลาผมเขียนนิยาย ผมจะนำเอาวัตถุดิบที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวง —— หากมีสิ่งที่ว่านั้นอยู่ —— โยนผสมกันลงไปในหม้อใบใหญ่ให้ละลายจนไม่เหลือสภาพเดิม จากนั้นจึงฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆ รูปร่างพอเหมาะแล้วนำไปใช้ นิยายคล้ายจะเป็นอย่างนั้น ความเป็นจริงก็เหมือนกัน เรียลลิตี้ของร้านขนมปังมีอยู่ในขนมปัง ไม่ได้อยู่ในแป้งสาลี

แต่เรื่องราวที่รวบรวมมาไว้ที่นี่ โดยรวมแล้วเป็นไปตามข้อเท็จจริง ผมฟังหลากหลายเรื่องราวจากผู้คนมากมาย แล้วเปลี่ยนให้เป็นเรื่องเล่า แน่นอนว่าปรับแต่งรายละเอียดไปหลายอย่างเพื่อไม่ให้เดือดร้อนถึงเจ้าของเรื่อง ดังนั้น จึงไม่ถึงกับเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่แก่นหลักของเรื่องก็เป็นเรื่องจริง ไม่ได้ขยายความให้น่าสนใจจนเกินเลย ส่วนที่เติมเข้าไปก็ไม่มี ผมตั้งใจโยกย้ายปรับเปลี่ยนเรื่องที่ฟังมาให้กลายเป็นเรื่องเล่าโดยพยายามไม่ทำลายบรรยากาศนั้น

เรื่องราวชุดหนึ่งที่ว่านี้ —— ลองเรียกว่าสเก็ตช์ก็แล้วกัน —— ผมเริ่มเขียนโดยตั้งใจให้เป็นการอุ่นเครื่องก่อนลงมือเขียนเรื่องยาว เพราะผมฉุกคิดขึ้นมาว่า การบันทึกข้อเท็จจริงให้คงเป็นข้อเท็จจริงไว้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้น่าจะเป็นประโยชน์ในภายหลัง ดังนั้น ในตอนแรก ผมจึงไม่ได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนสเก็ตช์เหล่านี้ให้เป็นสิ่งพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราวเลย เรื่องเหล่านี้ผมเขียนตามแต่ใจพาไป ตั้งใจจะโยนเก็บไว้ในโต๊ะที่ห้องทำงาน ให้ตกอยู่ในชาตะกรรมเดียวกันกับชิ้นส่วนเรื่องราวนับไม่ถ้วนอื่นๆ

แต่พอเขียนไปได้สามสี่ชิ้น ผมก็รู้สึกขึ้นมาว่าเรื่องราวเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันบางอย่าง นั่นคือทุกเรื่องล้วน “อยากให้ผมเล่า” นี่เป็นประสบการณ์แปลกประหลาดสำหรับผม

อย่างเช่นเวลาที่ผมเขียนนิยาย ผมจะเลือกหยิบชิ้นส่วนที่เป็นวัตถุดิบตามสไตล์ของตัวเองและตามการเดินเรื่องของนิยายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่เพราะนิยายของผมกับชีวิตความเป็นอยู่แท้จริงของผมไม่ได้เหมือนกันเป๊ะทุกซอกทุกมุม (ว่าไปแล้วตัวผมเองกับชีวิตความเป็นอยู่แท้จริงของผมก็ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ) ไม่ว่าอย่างไรในตัวผมก็จะมี**ตะกอน**ที่ใช้ในนิยายไม่หมดสะสมอยู่ สิ่งที่ผมใช้ในสเก็ตช์คือสิ่งที่เหมือน**ตะกอน**นั้น และ**ตะกอน**นั้นก็เฝ้าอดทนรอคอยโอกาสที่จะถูกเล่าออกไปโดยหยิบยืมรูปลักษณ์สักอย่างอยู่ในส่วนลึกของจิตสำนึกของผม

สาเหตุหนึ่งที่มี**ตะกอน**หลากหลายชนิดสะสมอยู่อย่างนี้ น่าจะเป็นเพราะผมชอบฟังเรื่องราวของคนอื่น พูดตามตรง ผมชอบการฟังเรื่องของคนอื่นมากกว่าเล่าเรื่องตัวเองหลายขุม ยิ่งกว่านั้น ผมยังเคยรู้สึกว่าผมมีพรสวรรค์ในการค้นหาความน่าสนใจในเรื่องราวของคนอื่น ในความเป็นจริง ผมรู้สึกว่าเรื่องราวของคนแทบทั้งหมดน่าสนใจกว่าเรื่องของผมเองหลายขุม และเรื่องราวธรรมดาสามัญของคนธรรมดาสามัญน่าสนใจกว่าเรื่องราวพิเศษของคนพิเศษหลายขุมนัก

ความสามารถที่ว่านี้ —— ในการฟังเรื่องของคนอื่นให้น่าสนใจ —— ไม่ได้จะมีประโยชน์เป็นรูปธรรมชัดเจน ผมเขียนนิยายมาหลายปีแล้ว แต่ในฐานะนักเขียนนิยายก็ไม่เคยมีประสบการณ์แม้สักครั้งที่ความสามารถนี้จะมีประโยชน์ขึ้นมา หรืออาจจะมีบ้างบางครั้ง แต่อย่างน้อยผมก็นึกไม่ออก แค่คนอื่นเล่า ผมตั้งอกตั้งใจฟัง เรื่องเล่านั้นสะสมอยู่ในตัวผม ก็เท่านั้นเอง

หากจะว่าความสามารถที่ว่านี้มีส่วนช่วยเสริมความเป็นนักเขียนนิยายของผมอยู่บ้างละก็ คงเป็นทำนองที่ว่า มันช่วยให้ผมเป็นคนช่างอดทนประเภทหนึ่ง ผมคิดว่าความน่าสนใจจะปรากฏออกมาได้ก็ต่อเมื่อผ่านตัวกรองที่เรียกว่าความอดทนมาแล้ว และเรื่องเล่าในนิยายส่วนมากก็เป็นไปในแง่มุมนั้น ความน่าสนใจไม่ใช่สิ่งที่จะบิดก๊อกรินใส่ถ้วยแก้วแล้วยื่น เอ้า เชิญครับ เชื้อเชิญให้ดื่มกันตรงๆ บางครั้งอาจถึงกับต้องเต้นรำขอฝนกันเลยทีเดียว แต่นั่นไม่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายของเรื่องเล่าที่กำลังพูดถึง เรากลับไปที่เรื่องเดิมกันเถอะ

เรื่องราวของผู้คน ส่วนมากทับถมอยู่ในตัวผมอย่างไม่มีหนทางนำไปใช้ มันไม่ไปไหน แค่ทับถมพอกพูนเงียบๆ เหมือนหิมะยามค่ำคืน คนที่ชอบฟังเรื่องราวของคนอื่นส่วนใหญ่มีความทุกข์ทรมานนี้ร่วมกัน บาทหลวงคาทอลิกส่งต่อคำสารภาพบาปของผู้คนไปยังสวรรค์ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่โตได้ แต่พวกเราไม่มีคนอำนวยความสะดวกอย่างนั้นให้ ไม่มีหนทางอื่นนอกจากมีชีวิตต่อไปโดยแบกเก็บเอาไว้ภายในตัวเอง

ในนิยายของคาร์สัน แมคคัลเลอร์ส

มีเด็กหนุ่มเป็นใบ้คนหนึ่ง ไม่ว่าใครจะพูดเขาก็ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างอารี บางครั้งเห็นอกเห็นใจ บางครั้งยินดีปรีดา ผู้คนเหมือนดั่งถูกดึงดูดเข้ามากล่าวสารภาพหรือเปิดเผยความลับกับเขา แต่ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มก็คร่าชีวิตของตนเอง ผู้คนจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกตนต่างยัดเยียดสารพัดสิ่งไปที่เขา ไม่มีใครคำนึงถึงความรู้สึกของเขาเลยสักคน

ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ ใช่ว่าผมจะวางร่างตัวเองซ้อนทับลงไปบนเด็กหนุ่มคนนั้น ผมเองก็เคยเล่าเรื่องตัวเองให้ใครสักคนฟัง แล้วก็เขียนถึงเรื่องราวต่างๆ ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า**ตะกอน**ก็ยังคงทับถมอยู่ในตัวผมไม่มีทางเป็นอื่น ที่ผมอยากบอกคือเรื่องนี้

ดังนี้เอง เวลาที่ผมละทิ้งรูปแบบที่เรียกว่านิยายไปชั่วคราว ก็จะกลายเป็นว่า วัตถุดิบชุดหนึ่งที่ว่านี้ลอยขึ้นมาบนพื้นผิวจิตสำนึกของผมอย่างเป็นธรรมชาติ ผมรู้สึกว่าวัตถุดิบของสเก็ตช์เหล่านี้ก็เหมือนเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่ง พวกเขาไม่ถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในนิยายเรื่องไหน ไม่ถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวใด ยังคงหลับใหลแน่นิ่งอยู่ในตัวผมตลอดมา คิดอย่างนี้แล้วผมก็รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก

แต่จะว่าพอเอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาผูกเป็นเรื่องเป็นราวแล้วผมจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างสักนิดหรือ ก็ไม่ใช่ เฉพาะเรื่องนี้คงต้องขอปฏิเสธเพื่อรักษาชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ของผม ผมไม่ได้เขียนสเก็ตช์อย่างนี้แล้วเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้เพื่อให้ตัวผมเองผ่อนคลาย อย่างที่บอกแล้วในตอนแรก ทุกเรื่องอยากให้ผมเล่าออกมา และผมรู้สึกได้ จิตใจของตัวผมเองจะได้รับการปลดปล่อยหรือไม่เป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกัน อย่างน้อยในตอนนี้ก็มองไม่เห็นวี่แววเลยว่า การเขียนเรื่องราวเช่นนี้จะช่วยปลดปล่อยจิตใจของผม

ความคิดที่ว่าการแสดงความเป็นตัวเองช่วยปลดปล่อยจิตใจเป็นความเชื่องมงาย หรือถ้าพูดให้ฟังดูดีก็ต้องว่าเป็นเทพนิยายปรัมปรา อย่างน้อยการแสดงความเป็นตัวเองด้วยเรื่องเล่าก็ไม่ได้ปลดปล่อยจิตใจของใครเลย หากมีท่านใดที่มุ่งมั่นแสดงความเป็นตัวเองเพื่อจุดมุ่งหมายเช่นนั้นละก็ เลิกเสียดีกว่า การแสดงความเป็นตัวเองเป็นเพียงการย่อยจิตใจให้เป็นส่วนเล็กๆ ไม่ได้บรรลุไปถึงที่ไหนเลย หากรู้สึกว่าบรรลุไปที่ไหนสักแห่ง นั่นคือความหลงผิด คนเราเขียนเพราะทนไม่ได้ที่จะไม่เขียน การเขียน โดยตัวมันเองไม่มีสรรพคุณอะไร และไม่มีความช่วยเหลืออะไรที่เป็นผลพลอยได้

เพราะฉะนั้น **ตะกอน**ก็ยังคงเป็น**ตะกอน**หลงเหลืออยู่ในตัวผม สักวันผมอาจเปลี่ยนมันให้เป็นรูปแบบอื่นที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง แล้วสอดแทรกเข้าไปในนิยายเรื่องใหม่ หรืออาจสอดแทรกไม่ได้ หากสอดแทรกไม่ได้ **ตะกอน**เหล่านั้นก็คงสูญสลายไปในความมืดมิดทั้งที่ยังถูกกักอยู่ภายในตัวผม

ในตอนนี้ผมไม่มีทางอื่นนอกจากรวบรวม**ตะกอน**ที่ว่าให้มาอยู่ในรูปแบบสเก็ตช์อย่างนี้ นี่เป็นงานที่ถูกต้องเหมาะสมจริงๆ หรือไม่ผมก็ไม่รู้ ถ้าจะติงว่าไม่ควรเขียนให้เป็นนิยาย**จริงๆ**หรอกหรือ ผมก็คงได้แต่ยักไหล่ และหยิบคำกล่าวของฆาตกรรายหนึ่งที่ว่า “การกระทำทั้งมวลคือความดีงาม” มาอ้าง สำหรับผมแล้วไม่มีทางอื่นนอกจากรวบรวมวัตถุดิบอย่างนี้ออกมาในลักษณะนี้

ที่ผมเรียกเรื่องราวที่รวบรวมอยู่ในที่นี้ว่า <สเก็ตช์> เพราะนี่ไม่ใช่ทั้งนิยายหรือสารคดี วัตถุดิบที่ใช้ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นข้อเท็จจริง พาหนะ (ภาชนะ) ที่ใช้ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นนิยาย หากในเรื่องเล่าแต่ละเรื่องมีอะไรที่เป็นเรื่องประหลาดหรือไม่เป็นธรรมชาติ เป็นเพราะนั่นคือข้อเท็จจริง หากอ่านผ่านไปได้โดยไม่ต้องอดทนสักเท่าไร เป็นเพราะนั่นคือนิยาย

ยิ่งฟังเรื่องของคนอื่นและเหลือบมองชีวิตของผู้คนผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมากเท่าไร พวกเราก็จะถูกความรู้สึกสิ้นไร้พลังจับดึงไว้ **ตะกอน**คือความรู้สึกสิ้นไร้พลังนั้น แก่นแท้ของความรู้สึกสิ้นไร้พลังนี้ก็คือ **พวกเราไปไหนไม่ได้** เรามีระบบวงทางโคจรที่เรียกว่าชีวิตของเรา ที่เราจะสามารถสอดตัวเข้าไปอยู่ได้พอดี แต่ระบบที่ว่านี้ก็บังคับควบคุมตัวเราเองด้วยในเวลาเดียวกัน ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับม้าหมุน เพียงหมุนไปในที่ที่ถูกกำหนดด้วยความเร็วที่ถูกกำหนด ไปไหนก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ได้ เปลี่ยนขี่ตัวใหม่ก็ไม่ได้ ไม่แซงหน้าใคร และไม่ถูกใครแซงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นดูเหมือนพวกเราก็ยังคงอยู่บนม้าหมุนนั้น ควบตะบึงขับเคี่ยวคู่แข่งในจินตนาการอย่างดุเดือดสูสี

บางครั้งสิ่งที่เรียกว่าข้อเท็จจริงฉายออกมาอย่างประหลาดและไม่เป็นธรรมชาติ อาจเกิดจากสาเหตุที่ว่านี้ ส่วนที่มากมายอย่างท่วมท้นของพลังซ่อนเร้นภายในประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าความมุ่งมั่น ได้เกิดขึ้นและสูญสลายไปพร้อมๆ กัน แต่พวกเรากลับไม่รู้ไม่เห็น ความว่างเปล่านั้นนำมาซึ่งความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไม่เป็นธรรมชาติในแง่มุมหลากหลายของชีวิตพวกเรา

อย่างน้อยผมก็คิดเช่นนี้


คำนำผู้เขียน
ฮารูกิ มูราคามิ

ข้อมูลหนังสือ