"คดีสุดท้ายของเทร็นท์" เป็นนวนิยายคล้าสสิคที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ อี. ซี. เบ็นท์ลีย์ เขาเป็นผู้ริเริ่มนำเอาสัจจะนิยมใหม่ ชั้นเชิงทางศิลปะในการเขียน และความน่าเชื่อถือเข้ามาใส่ไว้ในเรื่องนี้ เนื้อหาและท่วงทำนองการเขียนของเขาใกล้เคียงกับอกาธา คริสตี้, ไนโอ ม้าร์ช ตลอดจนนักเขียนรหัสคดียุคทองของอังกฤษคนอื่นๆ และเป็นไปได้ว่าเขามีอิทธิพลโดยตรงต่อนักเขียนเหล่านี้ เบ็นทลี่ย์เขียนถึงจุดกำเนิดของนวนิยาย 'คดีสุดท้ายของเทร็ทน์' ไว้ในหนังสือ 'Those Days' ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของเขาดังนี้ : ”ผมคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ที่จะเขียนนิยายสืบสวนให้ตัวนักสืบเป็นที่ยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง” ในปี 1910 เมื่อเบ็นท์ลีย์เริ่มวางแผนเขียนนวนิยายเรื่องนี้ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ยังคงเถลิงอำนาจเป็นจอมราชันย์แห่งนักสืบในนิยาย บรรดาผู้ที่ก้าวตามรอยเท้าโฮล์มส์ต่างรับเอาอิทธิพลของขนบการสร้างตัวละครนักสืบสำคัญไปใช้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ภาพรวมของนักสืบเหล่านี้อยู่ที่ความฉลาดปราดเปรื่องเหนือมนุษย์ โฮล์มส์เองใช่ว่าจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกแบบปุถุชนเอาเสียเลย เพียงแต่เขามักจะเฉไฉไปคิดว่าอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นจุดอ่อนที่คอยลดทอนการใช้เหตุผลอย่างสมบูรณ์แบบของเขา ตัวละครนักสืบส่วนใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากศตวรรษที่ 19 ไปสู่ศตวรรษที่ 20 ก็ไม่ต่างจากโฮล์มส์ นั่นคือ ไม่ได้มีบุคลิกลักษณะซับซ้อนหลายมิติ แต่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะด้านพิเศษออกไปในทางการแสดงพฤติกรรมแปลกๆไม่เหมือนใคร โฮล์มส์ชอบสีไวโอลินและเก็บยาเส้นไว้ในหัวรองเท้าแตะแบบเปอร์เซีย ชายชราในมุมห้อง—ที่สร้างสรรค์โดยบารอนเน้สส์เอ็มมัสก้า อ๊อร์ทซี่—ชอบผูกและแก้ปมเงื่อนเชือกเล่นเพลินๆเวลานั่งอยู่ในร้านน้ำชา ส่วนคุณพ่อบราวน์ที่จี. เค. เช้สเตอร์ตั้นสร้างสรรค์ขึ้นในราวๆปี 1910 นั้นชอบหนีบร่มกับห่อกระดาษสีน้ำตาลไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ทว่า นักสืบฟิลิป เทร็นท์ของเบ็นท์ลี่ย์มีเลือดเนื้อและหัวจิตหัวใจเหมือนมนุษย์จริงๆ ความคิดเห็นต่อคดีและความสงสัยของเขาถูกกำกับด้วยอารมณ์ความรู้สึกพอๆกับเหตุผล ถึงที่สุดแล้ว การสร้างนักสืบเทร็นท์คือปฎิกิริยาต่อต้านเชอร์ล็อค โฮล์มส์ซึ่งเบ็นท์ลีย์เห็นว่าเป็นตัวละครที่แข็งทื่อผิดมนุษย์มนาและเคร่งเครียดเกินไป ตลอดชีวิตของอี. ซี. เบ็นท์ลีย์ (1875-1956) เขาสร้างผลงานรหัสคดีไว้เป็นหนังสือเพียง 4 เล่ม แต่เขากลับเป็นนักเขียนทรงอิทธิพลและยืนอยู่แถวหน้าในยุคสมัยของเขา ชื่อเสียงของเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดประมาณทศวรรษที่ 1940 เมื่อสองนักคิดนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการรหัสคดี--เริ่มจากโดโรธี แอล. ซาเย่อร์ส๎ และต่อมาเฮาเวิร์ด เฮย์คร้าฟท์--ต่างชี้ว่า 'คดีสุดท้ายของเทร็นท์' เป็นจุดเริ่มต้นของนวนิยายรหัสคดีสมัยใหม่ เฮย์คร้าฟท์ประทับใจเป็นพิเศษกับแนวการเขียนของเบ็นท์ลีย์ที่นำเสนอภาพชีวิตอย่างมีรายละเอียดสมจริงและไม่เน้นการสร้างความตื่นเต้นหวือหวามาดึงความสนใจของผู้อ่าน ส่วนซาเย่อร์ส๎ยกย่องการอ้างอิงข้อมูลหลากหลายทางวัฒนธรรมของเบ็นท์ลีย์และฝีมือการเขียนที่ประณีตของเขา ทั้งสองยังชื่นชมการสร้างลักษณะนิสัยตัวละครด้วย โดยเฉพาะซาเย่อร์ส๎นั้น อิทธิพลของเทร็นท์มีส่วนในการสร้างบุคลิกลักษณะให้ลอร์ดปีเต้อร์ วิมซี่ย์ซึ่งเป็นนักสืบในนิยายสืบสวนของซาเย่อร์ส๎เอง กล่าวโดยรวมแล้ว เบ็นท์ลีย์เป็นผู้ริเริ่มนำเอาสัจจะนิยมใหม่, ชั้นเชิงทางศิลปะในการเขียน และความน่าเชื่อถือเข้ามาใส่ไว้ใน 'คดีสุดท้ายของเทร็นท์' ก่อนหน้านั้นนวนิยายสืบสวนล้วนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ระทึกใจและสำนวนภาษาที่หรูหราเกินงาม ดูเหมือนเนื้อหาและท่วงทำนองการเขียนของเบ็นท์ลีย์จะใกล้เคียงกับอกาธา คริสตี้, ไนโอ ม้าร์ช ตลอดจนนักเขียนยุคทองของอังกฤษคนอื่นๆ และเป็นไปได้ว่าเขามีอิทธิพลโดยตรงต่อนักเขียนเหล่านี้ โดโรธี ซาเย่อร์ส๎ถึงขนาดกล่าวว่านักเขียนนวนิยายรหัสคดีทุกคนไม่อาจปฏิเสธว่า 'คดีสุดท้ายของเทร็นท์' มี ”อิทธิพลด้านแรงบันดาลใจและความเป็นอิสระ” ต่อพวกเขาไม่มากก็น้อย ในขณะที่อกาธา คริสตี้ยกย่องให้ 'คดีสุดท้ายของเทร็นท์' เป็น ”1 ใน 3 ของนิยายสืบสวนที่ดีที่สุดเท่าที่มีการเขียนกันมา”

ข้อมูลหนังสือ