ชื่อขบวน special express ความจริงผมว่ามันก็งั้นๆ ข้อดีคือสะอาดและออกตรงเวลามาก พูดถึงรถไฟไทย ใครก็คงนึกภาพออก กระทั่งดูถูกปรามาสตั้งแต่ชื่อตั๋วและว่าถ้าล่าช้าไม่เกินชั่วโมงก็นับว่าโอเค ความที่มันชินชาจนรู้สึกว่าเอาเถอะ เข้าใจ เข้าใจก็ได้ แอร์เย็นจนนั่งไม่เป็นสุข หนาวเชียงใหม่มาพอแล้ว ขึ้นรถกลายเป็นว่าหนักกว่าเดิม คู่รักที่นั่งฝั่งตรงข้ามปิดม่าน เข้าประจำการพร้อมนอน หนาวจะบ้าตายแบบนี้มีอะไรดีกว่านอนกอดกัน คุยกันสองคน ผมมากับเพื่อน แต่เขามีธุระขอบินกลับก่อน ขาลงกรุงเทพฯ เลยโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อนคุย จัดข้าวของสัมภาระบนเตียงนุ่มนิ่มแล้วรู้สึกว่าจะนอนตอนนี้มันก็เกินไปหน่อย นี่เพิ่งจะเลยหนึ่งทุ่มมาไม่กี่นาที โดยไม่ต้องถามตัวเองมากประโยค ผมคว้ารองเท้าผ้าใบมาสวมใส่อีกรอบ แล้วเดินท่อมๆ ไปตู้เสบียง ที่นี่ประเทศไทย แต่เดินเข้าไปไม่เจอคนไทยสักคน แสงไฟระยิบระยับวับวาวคล้ายร้านคาราโอเกะเถื่อนๆ ย่านบางพลัด เพลงเรียนว่าเพลงได้ไหม มันมีแต่จังหวะ ไม่มีเนื้อ จังหวะตี๊ดๆๆ ระดับความดังเดียวกับผับย่านถนนข้าวสาร สีหน้าพนักงานผ่อนคลาย ขวดเบียร์ที่วางเป็นแถวนับสิบบนโต๊ะฝรั่งหนุ่มสาวบอกเล่าว่าคืนนี้พวกเขาคงมีความสุข บางคนลุกขึันขยับโยกและคลึง บ้างยกโทรศัพท์บันทึกภาพความทรงจำ มีโต๊ะตรงริมหน้าต่างใกล้เคาน์เตอร์อาหารว่างอยู่ ผมตรงเข้าไปนั่งและสั่งเบียร์ขวดหนึ่ง ข้าวไข่เจียวอีกจาน เสียงลูกล้อบดรางเหล็กกึกก้อง แต่เสียงเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องก้องดังกว่า พนักงานสาวเสิร์ฟร่างท้วมรำร่ายส่ายเอวไปพลาง ขณะคลี่กางพลาสติกหุ้มจานข้าวผัดกะเพรา เตรียมไปส่งให้ใครสักคน ฟ้าข้างนอกมืดสนิท ในตู้เสบียงสลัว เดี๋ยวแดง เดี๋ยวเขียว เหลือง ม่วม ชมพู หมุนกะพริบเข้มจางสลับเวียนวน "เปิดเพลงแบบนี้ทุกวันเหรอครับ" ผมถามเจ้าพนักงานหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งปีนไปหมุนหลอดไฟสีขาวดวงสุดท้ายออก เปลี่ยนเป็นไฟอารมณ์บาร์เต้นรำ เขาพยักหน้า ยกแก้วเหล้าจิบบางๆ "ก็แบบนี้...ไม่งั้นมันเงียบจนเหงาเอาเลยนะคุณ" ผมรินเบียร์ดื่ม คิดว่าเข้าใจความรู้สึกเขา ชีวิตคนเดินทางที่ย่ำรอยซ้ำรางบนทางสายเดียว วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า มีอะไรพอจะปัดเป่าไล่ความเหงาได้ก็ยืดหยุ่นผ่อนปรนกฏกติกา บางเียงแทรกเข้ามาในความรู้สึก "เราเป็นคนจุดเทียนทั้งปลายทั้งโคน"

ข้อมูลหนังสือ