มันเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐไทยในศตวรรษที่ 21 จะสามารถควบคุมสังคมที่เคยตื่นตัวทางการเมืองอย่างกว้างขวางให้อยู่ในภาวะสงบปากสงบคำอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อหรือเปล่าที่จะอาศัยคนแค่หยิบมือเดียว (ต่อให้หวังดีและสุจริตใจ) มาตัดสินใจแก้ไขปัญหาสารพัดที่เคยพาผู้คนเรือนล้านออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันเป็นการเข้าใจผิดหรือไม่ที่จะอาศัยระบบราชการอันรกรุงรังหมักหมมด้วยปัญหาของตนเองเป็นพลังนำในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ พูดก็พูดเถอะ ถ้าประวัติศาสตร์สอนอะไรเราได้บ้าง เราก็ควรจะมองเห็นว่าแม้พัฒนาการประชาธิปไตรยในประเทศไทยจะไม่ใช่เส้นตรง แต่เส้นทางของระบอบอำนาจนิยมก็คดเคี้ยวและขาดตอนด้วยเช่นกัน สภาพเช่นนี้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับระบอบการเมือง (regime level) ของไทยนั้นเป็นวิวัฒนาการในเชิงวิภาษ (dialectical) ซึ่งอาศัยความขัดแย้งใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อนและเนื่องจากไม่มีฝ่ายไหนถือครองชัยชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงเกิดปราฏกการณ์ที่ประชาธิปไตยและอำนาจนิยมผลัดกันมีฐานะครองงำ เมื่อฝ่ายหนึ่งมีฐานะเป็นตัวตั้ง (thesis) ก็จะมีผลผลักดันให้เกิดพลังในด้านตรงข้าม (antithesis) ซึ่งถ้ามองจากมุมขององค์รวมท้ายที่สุดการกระทบกระทั่งที่ไม่มีใครชอบก็อาจพาสังคมไทยขยับใกล้ความลงตัว (synthesis) ไปอีกหนึ่งก้าว

ข้อมูลหนังสือ