องคมนตรีกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย

 

ท่ามกลางวาทกรรมต่างๆ นานาที่บอกว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาธิปไตยที่ผ่านมา แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่ดีกว่าและเหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของสังคมไทยมากกว่านั้น เกษียร เตชะพีระ ได้เสนอกลับหัวกลับหางเสียใหม่ว่า วิกฤตการเมืองไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ใช่ปัญหาการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย (transition to democracy) ไม่สำเร็จ แต่คือปัญหาการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย (transition to non-democracy) ซึ่งฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยเป็นฝ่ายรุกไล่ฝ่ายประชาธิปไตย ทว่าจนถึงขณะนี้ ผ่านรัฐประหารมาสองหนแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จอีกต่างหาก

 

ด้วยเหตุนี้ เกษียรจึงเสนอทางออกว่า ต้องเริ่มจากการที่ชนชั้นนำเลิกคิดสร้างระบอบไม่ประชาธิปไตย และยอมรับ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นตัวตั้งร่วมกันก่อน จากนั้นถึงจะสร้างฉันทามติรองรับระเบียบการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมและยอมรับขึ้นมาได้

 

คำถามคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” คืออะไรกันแน่ ฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทยเข้าใจสิ่งนี้ตรงกันหรือไม่อย่างไร และหากมองในกรอบประวัติศาสตร์ช่วงยาวขึ้น ระบอบที่ว่านี้โดยตัวมันเองแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตยเสียเองด้วยหรือเปล่า

 

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะเรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งในอีกมุมหนึ่งนั้น ณัฐพล ใจจริง ใน ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ: ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500) ได้เสนอไว้ว่า การรัฐประหาร 2490 ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการ “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” และเป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนาสิ่งที่เรียกกันภายหลังว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ (ทรง) เป็นประมุข”

 

การรัฐประหาร 2490 ได้ให้กำเนิดการเมืองในแบบที่ต่างไปจากระบอบรัฐธรรมนูญหรือระบอบประชาธิปไตยตามจุดมุ่งหมายของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  องค์คาพยพหนึ่งของระบอบการเมืองหลังยุคคณะราษฎรก็คือ “องคมนตรี” ซึ่งปรากฏครั้งแรกในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492

 

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ 2492 ครั้งหนึ่ง (กรุณาดูบทความของสมชาย ปรีชาศิลปกุล ในวารสารฉบับนี้) นายยกเสียง เหมะภูมิ ส.ส. ระนอง ได้อภิปรายถามว่า

 

ตามรัฐธรรมนูญที่แล้วๆ มาไม่มี สงสัยว่าทำไมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมาชิกสภาร่างฯ จึงได้มีองคมนตรี ซึ่งเป็นการทำให้เกิดการเสียหายได้หลายประการ คือว่าเมื่อมีคนหลายคนขึ้นให้คำแนะนำพระมหากษัตริย์แล้ว อาจกลายเป็นว่านานๆ ไปบางกรณีอาจมีพระเจ้าแผ่นดินหลายองค์ซึ่งจะเป็นการยุ่งยาก

 

ขณะที่ร้อยโท จงกล ไกรฤกษ์ ส.ส. พิษณุโลก ซึ่งแม้จะเป็นฝ่ายนิยมเจ้าและเคยเข้าร่วมกบฏบวรเดชมาก่อน ก็ยังมีความเห็นคัดค้านการมีองคมนตรีด้วยเหตุว่า

 

ข้าพเจ้าถือว่าการร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นการหาพวกให้แก่พระมหากษัตริย์ เช่นองคมนตรี หรือวุฒิสภา  พวกของพระมหากษัตริย์เหล่านั้นเท่ากับเป็นกำแพงที่กั้นความจงรักภักดีของประชาชน… ขอให้คิดดูว่า ถ้าพระมหากษัตริย์มีพวก ใครจะรับรองว่าพวกของพระองค์นั้นจะดีเสมอไป… และถ้ามีข้อพิพาทขึ้น ประชาชนถ้าเป็นฝ่ายแพ้ ก็จะต้องเป็นศัตรูของพระมหากษัตริย์ เพราะเหตุที่พวกของพระมหากษัตริย์นี่แหละเป็นผู้ก่อขึ้น… เราโดยที่เคารพสักการะพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่งอย่างที่อังกฤษว่า ‘เดอะ คิง แคน ดู โนว์ ว๎รอง’ แต่พวกของพระมหากษัตริย์จะมามี ‘แคน ดู โนว์ ว๎รอง’ ด้วยไม่ได้ทีเดียว  ถ้าใครมีชีวิตอยู่ในรัชกาลที่ 6 คงจะได้อิดหนาระอาใจมาแล้วว่า ในพวกที่ใกล้ชิดสนิทพระมหากษัตริย์ บางท่านที่เสียหายไปก็ด้วยเหตุนี่แหละ  ถ้าเราจะมีพวกพระมหากษัตริย์ขึ้นก็ประวัติศาสตร์ที่ร้ายก็จะซ้ำรอยมาสู่เมืองไทยอีก… ก็บัดนี้ เราเป็นประชาธิปไตยแล้ว เราจะกลับย้อนหลังว่ายน้ำเข้าไปหาตลิ่งแล้วเราอยู่กลางคลองของประชาธิปไตยแล้ว ข้าพเจ้า เห็นว่าไม่สมควรที่จะให้มีพวกของพระมหากษัตริย์ดังร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามานี้

 

ดังคำอภิปรายเตือนในสภาข้างต้น อำนาจและสถานภาพขององคมนตรี ทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ ได้ปรากฏเป็นปัญหาขึ้นมาจริงๆ  ใครบอกได้บ้างว่า การแสดงความเห็นทางการเมืองของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายพลากร สุวรรณรัฐ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ฯลฯ นั้น เป็นเพียงการแสดงความเห็นในฐานะคนไทยคนหนึ่ง หรือในฐานะองคมนตรีที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งตามอัธยาศัย  ในความเป็นจริงทางการเมือง องคมนตรีได้กลายมามีบทบาทเป็นผู้เล่นคนสำคัญ โดยเฉพาะในรอบทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์  ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ออกมา “คิกออฟแคมเปญ” ภายใต้โวหารเรื่อง “ม้า จ๊อกกี้  และเจ้าของคอกม้า” ก่อนจะเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งหลังจากนั้นเราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากองคมนตรี คือพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์

 

นี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ที่บัดนี้กำลังพาเราว่ายน้ำย้อนหลังกลับกลางคลองประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะถึงฝั่งคลองหรือไม่ เมื่อไร อย่างไร และต้องสูญเสียไปอีกสักเท่าไร

ข้อมูลหนังสือ