านสุภาพบุรุษ ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่า ซื่อสัตย์สุจริต และมีเกียรติยศ แต่ท่านได้เอาความยุ่งเหยิง มาสถิตแทนความเป็นระเบียบ เอาความแตกก๊กแตกเหล่า มาแทนความสามัคคี … รัฐบาลปัจจุบันนี้ อ้างว่า ได้จัดตั้งขึ้นโดย คณะราษฎร และเพื่อราษฎร ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็อาจ มีอำนาจที่จะบังคับรัฐบาล ให้บริหารในทางที่เป็นประโยชน์ แก่เราทั้งหลายร่วมกัน และมิใช่เพื่อประโยชน์ ของรัฐมนตรี และพวกพ้องของรัฐมนตรีเท่านั้น มิฉะนั้นเราก็ต้องเปลี่ยนรัฐบาลเสียใหม่ …

คำปราศรัยข้างต้นเป็นถ้อยคำของ “รุ้ง” ในเช้า วันที่ 11 ตุลาคม 2476 ซึ่งปลุกหัวใจชาวโคราชให้ลุกเป็นไฟกระทั่งพากันไปลงชื่อเข้าร่วมก่อ “กบฏบวรเดช” อันเป็นเหตุให้ “รุ้ง” ต้องเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็นนักโทษการเมือง ณ แดนหก บางขวางในเวลาต่อมา

เป็น “รุ้ง” ผู้ถ่ายทอดความคิดจิตใจและอัตชีวประวัติของ ม.ร.ว. นิมิตรมงคล นวรัตน ผ่านนิยายเรื่อง ความฝันของนักอุดมคติ หรือ เมืองนิมิตร ซึ่ง
ชัยอนันต์ สมุทวณิช ปัญญาชนผู้มีอิทธิพลต่อวงวิชาการรัฐศาสตร์ไทยมานาน กล่าวไว้ว่า คือหนึ่งในสิ่งดีงาม เพียง สองอย่างที่ “คณะราษฎร” มีส่วนช่วยสร้างขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ทั้งนี้ ชัยอนันต์ย้ำอีกครั้งในการปาฐกถาวาระครบรอบ 100 ปี ม.ร.ว. นิมิตรมงคล ว่าคณะราษฎรแท้จริงแล้วไม่ใช่ราษฎร ไม่มีความสัมพันธ์กับราษฎร และซ้ำยังเป็นต้นเหตุที่ก่อปัญหาการพัฒนาสถาบันทางการเมืองของไทย

นิยายที่เล่าผ่าน “รุ้ง” เหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” และข้อเสนอทาง “วิชาการ” อย่างของชัยอนันต์ ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการที่ณัฐพล ใจจริงเรียกว่า “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” อันมีสถาบันกษัตริย์เป็นแกนกลางและแวดล้อมด้วยพระราชวงศ์ชั้นสูง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ องคมนตรี เจ้านักการเมือง นักการเมืองนิยมเจ้า นักกฎหมายสำนักจารีตประเพณี นักหนังสือพิมพ์กษัตริย์นิยม และปัญญาชนรอยัลลิสต์ เป็นต้น

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกเขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดทาง การเมืองของผู้คนสืบเนื่องมาหลายทศวรรษ ทำให้ความเข้าใจต่อปัญหาการเมืองไทยบิดเบี้ยวกลับหัวกลับหางไป ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญถูกทำให้กลายเป็นผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์ซึ่งให้กำเนิดระบอบเผด็จการอำนาจนิยมขณะที่กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของระบอบเก่ากลายเป็นบิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยแกนนำของพวกเขาจำนวนหนึ่งกลายเป็นแบบอย่างของนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพความเป็นธรรม และสังคมอุดมคติในความรับรู้ของชนรุ่นหลัง

การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่าย “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2475” และผลของการเคลื่อนไหวนี้ ไม่ว่าจะผ่านการออกกฎหมาย การให้คำอธิบาย การล้มและการบัญญัติรัฐธรรมนูญ การใช้กำลังอาวุธ การลอบสังหาร การป้ายสีโจมตี ไปจนถึงการสร้างและผลิตซ้ำ “เรื่องเล่า” ในรูปนิยาย สารคดีการเมือง บันทึกและเอกสารต่างๆ เป็นต้น คือแกนกลางของหนังสือ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ

งานเขียนของณัฐพล ใจจริงที่รวมอยู่ในเล่มนี้นั้น เป็นผลจากการใช้เวลาร่วมทศวรรษรวบรวม “หนังสือเก่า” เกี่ยวกับการเมืองไทยภายหลังการปฏิวัติสยาม และเป็นผลจากการคิด ค้น และเขียนขึ้นในบริบททั้งก่อนและหลังการรัฐประหารเพื่อ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นับตั้งแต่ยุคต้นของรัฐบาลไทยรักไทยถึงยุคการเคลื่อนไหว “เราจะสู้เพื่อในหลวง” กระทั่งเกิดปฏิกิริยา“ตาสว่าง” ต่อมาภายหลัง จนส่งผลให้เกิดข้อสงสัยและความสนใจใคร่รู้ในเรื่องสถาบันกษัตริย์ พร้อมกับกระแสการ กลับไปหา “คณะราษฎร” อีกครั้ง

แน่นอนว่า สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายแวดล้อมมีความสำคัญต่อสังคมการเมืองไทย แต่การอภิปรายถึงสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายในยุค “หลังคณะราษฎร” เป็นต้นมา กลับถูกครอบด้วยแนวคิดที่ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติและ “ต้อง” อยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไป รวมทั้งยังถูกจำกัดด้วยกฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งเคยเป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับสถาบันกษัตริย์ ล่มสลายลงปัญญาชนไทยก็ค่อยๆ เลิกให้ความสำคัญต่อประเด็นสถาบันกษัตริย์ สภาวะเช่นนี้ทำให้งานเขียนในโลกวิชาการภาษาไทยที่ศึกษาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่มิใช่ลักษณะอาเศียรวาทสดุดีมีอยู่น้อยชิ้นและไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

อย่างไรก็ดี ในปี 2544 การปรากฏตัวของหนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ท้าทายต่อกรอบความคิดหลักในการวิเคราะห์บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย ในปีเดียวกันนั้นเอง
บทความเรื่อง “วิวาทะของหนังสือเค้าโครงการณ์เศรษฐกิจฯ และพระบรมราชวินิจฉัยฯกับการเมืองของการผลิตซ้ำ” ของณัฐพล ใจจริง ก็ปรากฏตีพิมพ์ใน จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ฉบับที่ 6 (มิถุนายน 2544 – พฤษภาคม 2545)

หลังจากนั้นนับเป็นเวลาเกือบทศวรรษที่ณัฐพล ใจจริงพยายามขยายพรมแดนความรู้เรื่อง “การปฏิวัติ 2475” โดยการเข้าไปศึกษาขบวนการ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ2475” และผลงานเกือบทั้งหมดกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้

กล่าวโดยรวม ณัฐพล ใจจริงเป็นหนึ่งในนักวิชาการร่วมสมัยปัจจุบันที่ช่วยบุกเบิก “รื้อ” ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพปัญหาการเมืองไทย รวมทั้งบทบาทของสถาบันกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมต่อระบอบการเมือง โดยใช้เอกสารหลักฐานเป็นจำนวนมาก ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วปัญหาและความพิกลพิการต่างๆ ของการเมืองไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของสถาบันกษัตริย์และกลุ่มกษัตริย์นิยมด้วยอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่า สถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยและในหัวของคนไทยทุกวันนี้มิใช่สิ่งดั้งเดิมที่เป็นอยู่มายาวนานสืบเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นผลผลิตจากกระบวนการ “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร” นับตั้งแต่ขวบปีแรกของ“ระบอบใหม่” เป็นต้นมา

หนังสือ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500) เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือชุด “กษัตริย์ศึกษา” ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ซึ่งพยายามรวบรวมงานศึกษาที่แวดล้อมสถาบันกษัตริย์ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒธรรรม เนื่องจากฟ้าเดียวกันเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจสังคมไทยอย่างถึงรากโดยละเลยองค์ความรู้เรื่องสถาบันกษัตริย์ไม่ว่าเราจะมีทัศนะต่อบทบาทหรือการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์อย่างไร

ข้อมูลหนังสือ