หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวความรักของผู้ชายคนหนึ่งที่มีต่อผู้หญิงสามคน คนแรกเขารักด้วยสมอง เพราะเธอสมบูรณ์แบบในสายตาของสังคม คนที่สองเขารักด้วยสัญชาตญาณแห่งการสืบเลือดเนื้อเชื้อไข คนที่สามเขารักด้วยความปรารถนาของกายา แม้ว่าหัวใจจะหยามหมิ่น

“พ่อรู้ดีว่าพ่อหลอกตัวเองว่าอะไร ท่ามกลางเม็ดเล็กๆ ในพื้นกระเบื้องซึ่งกำลังเคลื่อนไหวเชื่องช้าดังเขม่าประหนึ่งเงาใกล้ตายนั้น พ่อหลอกตัวเองว่าบนเก้าอี้ว่างเปล่าตัวนั้นจะมีผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่แม้เพียงชั่วขณะ ไม่ใช่ร่างกายของเธอนะ ไม่ใช่ แต่เป็นความเมตตาของเธอ พ่อมองเห็นรองเท้าคัทชูสีไวน์สองข้าง ขาไม่สวมถุงน่อง หน้าผากกว้าง แล้วเธอคนนั้นก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าพ่อ เพื่อจะตอกย้ำว่าพ่อเป็นคนเที่ยวป้ายเชื้อโรคระบาด เป็นผู้ชายที่แต้มหน้าผากคนที่เขารักอย่างเลินเล่อ ลูกไม่รู้จักเธอ เธอผ่านเข้ามาในชีวิตของพ่อตอนที่ลูกยังไม่เกิด เธอเพียงผ่านเข้ามา กระนั้นก็ได้ทิ้งร่องรอยฟอสซิลไว้ พ่ออยากจะไปหาลูก อันเจลา ไปหาลูกในห้วงแห่งสายท่อนั้นที่มีลูกนอนอยู่ ที่มีเครื่องเจาะกะโหลกเตรียมจะเปิดหัวของลูก เพื่อเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ให้ลูกฟัง”

หนังสือได้รับรางวัล Strega และรางวัล Grinzane Cavour ประจำปี 2002

 

ประวัติผู้เขียน

มาร์กาเร็ต มัซซันตีนี (Margaret Mazzantini) เกิดปี ค.ศ.1961 ที่กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ บิดาเป็นนักเขียนชาวอิตาลี มารดาเป็นจิตรกรชาวไอร์แลนด์ เธออาศัยอยู่ที่กรุงดับลินราว 3 ปี จากนั้นครอบครัวของเธอก็ย้ายมาอยู่อิตาลีแถวชานกรุงโรม มัซซันตีนีเคยเป็นนักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์ก่อนหันมาเขียนหนังสือตามแรงยุของ แซร์โจ คัสเตลลิตโต (Sergio Castellitto) ซึ่งเป็นสามีของเธอและเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาลีชื่อดัง ผลงานวรรณกรรมเรื่องแรกของเธอ Il catino di zinco เข้ารอบสุดท้ายชิงรางวัลคัมปีเอลโล (Premio Campiello) ซึ่งเป็นรางวัลทางวรรณกรรมอันทรงเกียรติของอิตาลี และอีก 15 ปีต่อมาเธอก็คว้ารางวัลนี้ไปครองจากนวนิยายเรื่อง Venuto al mondo นวนิยายเรื่อง อย่าไปไหน (Non ti muovere) เล่มนี้ได้รับรางวัลสเตรก้า (Premio Strega) และรางวัลกรินซาเน คาวัวร์ (Premio Grinzane Cavour) ในปี 2002 และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 30 ภาษา

ประวัติผู้แปล

นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ เกิดปี 2513 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาภาษาอิตาเลียน มีผลงานแปลเรื่องแรกลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ลลนา ขณะเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 และหลังจากนั้นก็แปลเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ เรื่อยมา ส่วนใหญ่ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่น จุดประกายวรรณกรรม มีผลงานแปลพิมพ์เป็นเล่มแล้วจำนวน 20 เล่ม โดยแปลจากภาษาอิตาลีทุกเล่ม อาศัยอยู่ในประเทศอิตาลีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542-ปัจจุบัน

*ผู้แปลขอมอบผลแห่งแรงกายและแรงใจชิ้นนี้แด่ อาจารย์ภาวิณี นานา เสมือนเป็นพานดอกไม้ไหว้ครูผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ผู้แปล

ข้อมูลหนังสือ