หลายปีที่ผ่านมา ผมมักใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ และพยายามหลีกเลี่ยงการเป็นข่าวในสื่อต่างๆ สภาพดังกล่าวทำให้หลายคนคิดว่าผมอยู่เฉยๆ หรือไม่ได้ทำอะไรเลย บางคนกระทั่งตั้งข้อหาผมว่า "ทอดทิ้งประชาชน" ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีฐานะตำแหน่งอันใดที่ต้องรับผิดชอบประชาชน และประชาชนในที่นี้หมายถึงใครบ้างก็ไม่รู้ อันที่จริง การอยู่เงียบๆ ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่เฉยๆ แต่กรอบคิดของผู้คนที่ชินกับการรับรู้โลกผ่านสื่อมักจะถูกพาไปให้เข้าใจเช่นนั้น และเมื่อถูกพาไปคิดเช่นนั้น บางคนก็พานคิดเอาเองว่าบัดนี้ผมกลายเป็นชายชราที่ไร้ประโยชน์บ้างว่าขี้ขลาดตาขาว หรือบาททีก็มีข้อหาแปลกๆ ประเภทเดี๋ยวนี้ "ทิ้งอุดมการณ์แล้ว" ซึ่งไม่ทราบแปลว่าอะไร จะว่าไปถ้าหากโลกที่เป็นจริงมีแค่ที่ปรากฏเป็นข่าว มันก็คงเป็นโลกที่แหว่งเว้ามากทีเดียว เพราะสื่อต่างๆ มักไม่มีพื้นที่ข่าวให้กับความเคลื่อนไหวของผู้คนนิรนามซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงพื้นที่ข่าวสำหรับชีวิตด้านใจ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมในระดับจักรวาล แน่นอน ที่ผ่านมาหลายปีผมตั้งใจที่จะอยู่เงียบๆ ทั้งในความหมายที่ไม่เป็นข่าว และในความหมายของการอยู่ในความสงัดเงียบปราศจากสรรพสำเนียง ทั้งนี้เพราะว่ามันเกี่ยวโยงโดยตรงกับการฝึกตนของผมในวัยที่อยู่ใกล้ความตายมากขึ้นและช่วยเกื้อหนุนความเข้าใจของผมที่มีต่อธรรมชาติของความจริง ฯลฯ

ข้อมูลหนังสือ