ถนนชีวิต
เอกนวนิยายของนักเขียนอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล

ซิลแคลร์ ลูอิ๊ส: เขียน
ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล :แปล
ชนายุส ตินารักษ์: บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์ทับหนังสือ: พิมพ์ครั้งแรก

ถนนชีวิต | ขนาด 16 หน้ายกพิเศษ(15 x 21.75 ซม.) | หนา 720 หน้า | เข้าเล่มเย็บกี่ ปกแข็งสันโค้ง ติดริบบิ้น | ปกในและสันเดินทองบนผ้าแล็คซิน | ปกนอกพิมพ์สี่สี กระดาษอ๊าร์ตด้าน เคลือบด้าน | เนื้อในพิมพ์ขาวดำ กระดาษถนอมสายตา 75 แกรม


ทันทีที่ตีพิมพ์ในปี 1920 ถนนชีวิต (Main Street) ก็กลายเป็นหนึ่งในนวนิยายไม่กี่เล่มที่มิใช่เพียงสร้างปรากฏการณ์ในแวดวงวรรณกรรม แต่ยังก่อแรงสั่นสะเทือนต่อพลเมืองอเมริกันทั่วทั้งประเทศ

เรียกได้ว่าไม่มีชาวอเมริกันคนไหนไม่ได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ และ Main Street ก็ได้กลายเป็นคำที่ถูกบัญญัติในพจนานุกรมอเมริกัน ที่มีนัยยะถึงความเป็นบ้านนอกและใจคับแคบ

ชื่อของหนุ่มภูธรจากมินนีโซต้า ผู้ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครรู้จักได้กลายเป็นนักเขียนชื่อกระฉ่อนในเวลารวดเร็ว ด้วยเนื้อหาที่โจมตีขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและความ “มือถือสากปากถือศีล” ดังที่กวีและนักวิจารณ์ มัลคอล์ม โควลี่ย์ (Malcolm Cowley) กล่าวไว้หลังจากนั้นไม่กี่ปีว่า:

“คนอเมริกันที่ซื้อหนังสืออ่านมีจำนวนสองถึงสามแสนคน หากนวนิยายสักเรื่องมียอดขายประมาณนี้ก็หมายความว่า ต้องมีผู้อ่านที่อยู่ในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงรวมอยู่ด้วย ซึ่งบ้านหลังหนึ่งๆในถิ่นห่างไกลเหล่านี้ในชั่วอายุคนหนึ่งมีหนังสือไม่เกินสิบเล่มบนชั้นหนังสือ  ทว่าในปี 1921 ในห้องรับแขกไม่ว่าของโรงเตี๊ยมไหน คุณจะเห็น ถนนชีวิต วางอยู่ระหว่าง ไบเบิ้ล กับ เบนเฮอร์ ”

ยอดขาย 250,000 เล่มภายในไม่กี่เดือน และสองล้านเล่มในชั่วเวลาไม่กี่ปีหลังจากตีพิมพ์ครั้งแรก ทำให้ ถนนชีวิต กลายเป็นนวนิยายอเมริกันที่ขายดีที่สุด และอาจจะทรงอิทธิพลที่สุดด้วยตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี1900 ถึง 1925 ลุดวิก ลูวิซอห์นกล่าวว่า “น่าจะไม่มีนวนิยายเล่มใดนับจาก กระท่อมลุงทอม ที่ส่งผลสะเทือนลึกล้ำกว้างขวางต่อพื้นผิวชีวิตของคนในชาติเท่านี้อีกแล้ว”

เหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ ถนนชีวิต ตรึงใจผู้อ่านได้อย่างฉับพลันก็เพราะนวนิยายได้พูดแทนสิ่งที่อยู่ในใจของคนจำนวนมาก   ใน ค.ศ.นั้นชาวอเมริกันโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เติบโตจากเมืองเล็กๆหรือท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ (แม้การอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่ๆจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว) ผู้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยกับบรรยากาศของถนนสายหลักหรือเมนสตรีทที่ตัดผ่านหมู่บ้านของตนที่แทบไม่ต่างไปจากโกเฟ่อร์แพรรี่ของซินแคลร์ ลูอิส

ถนนชีวิต ได้สะท้อนภาพความจริงอย่างตรงไปตรงมาของชีวิตชาวอเมริกันหลายล้านคน และทำให้ผู้อ่านนึกถึงตัวเองและสังคมที่ตนอยู่   ลูอิสเขียนไว้ในร่างอัตชีวประวัติสำหรับคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลว่า “มีหลายแสนคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความแสบสันต์ถึงทรวงเหมือนกำลังสูดฟันซี่ที่ปวด”   นักอ่านหญิงคนหนึ่งบรรยายความรู้สึกว่า “ฉันเคยอยู่ในทุกๆหน้าของ ถนนชีวิต เป็นเวลาสิบห้าปี”

เกือบศตวรรษผ่านไป สิ่งที่ปรากฏใน ถนนชีวิต ยังคงจริงอยู่  และมิใช่จริงเฉพาะเมนสตรีท แต่บนถนนสายหลักและสายทุนนิยมทุกแห่งทั่วโลกด้วย   แม้ลูอิสจะบอกว่านวนิยายของเขาคือ “ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย” ที่ฉายภาพเหตุการณ์ ณ สถานที่หนึ่งและเวลาหนึ่ง ทว่ามันได้พูดแทนยุคสมัยของเราด้วย    หลายสิ่งยังสามารถล้อกับยุคสมัยของเราได้อย่างเหมาะเจาะ   โกเฟ่อร์แพรรี่ในช่วงสงครามไม่ต่างกับโลกปัจจุบันในภาวะสงครามก่อการร้าย    วิธีคิดแบบวิลล์ เค็นนิข็อตต์ที่ว่า “เมื่อใดที่เป็นปัญหาของการปกป้องชาติบ้านเมืองและสิทธิตามรัฐธรรมนูญ การเก็บหลักข้อบังคับปกติขึ้นก่อนก็เป็นเรื่องสมควร” สามารถอ่านพบได้ตามหน้าบทบรรณาธิการทุกวันนี้

แม้ว่านวนิยายเชิงสังคมวิทยาในแบบฉบับของลูอิสจะห่างหายจากความนิยมไปหลังการเสียชีวิตของเขา และถูกมองข้ามเป็นเวลาหลายทศวรรษหลังจากนั้น  ทว่าเมื่อไม่นานมานี้เราเพิ่งจะกลับมาซาบซึ้งงานเขียนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงวรรณศิลป์ของเขา และเราคงได้แต่เพียงขอบคุณสิ่งที่เขาบอกเราถึงวิถีอเมริกันในยุคสมัยของเขาและของเรา

ข้อมูลหนังสือ