เป็นความคลุมเครือที่คล้ายคลึงกันระหว่างการให้คำจำกัดความหนังสือเล่มนี้ว่าจะเป็นนวนิยาย หรือหนังสือรวมเรื่องสั้น เช่นเดียวกับชื่อเรื่งอของมัน ที่ถูกต้องควรจะเป็นสนไซเปรส สนไซปรัส หรือสนไซเพรส (ซึ่งถอดมาจากภาษาอังกฤษ Cypress pine) กันแน่ อย่างไรก็ดีด้วยอรรถรสทางภาษาส่วนตัว ผู้เขียนจึงขอใช้ชือว่าไซเปรสดังที่ผู้อ่านกำลังจะได้พบเจอในหน้าต่อๆ ไป ขณะที่ในส่วนการนิยามว่าหนังสือเล่มนี้ควรจะเป็นนวนิยายหรือรวมเรื่องสั้นกันแน่ ก็ขอยกวิจารณญาณไว้กับคณะบรรณาธิการ และผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้ต่อไป ผู้เขียนไม่เคยไปทั้งสาธารณรัฐไซปรัส และเมืองไซเพรสส์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (แน่นอน, หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องอันใดกับประเทศในยุโรป และเมืองเล็กๆ ในตะวันตกของสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด) แตกต่างกับเขตการปกครองพิเศษเมืองไซเปรส ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย หากจะบอกว่าผู้เขียนสามารถหลับตาเดินคลำทางไปได้ทั่วเมือง ที่นั่นป่าสนอุดมสมบูรณ์ อากาศหนาวเย็น แต่ผู้คนน่ารัก และเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ด้วยความที่มีภารกิจให้เดินทางไปนั่นไปนี่อยู่ตลอดเวลา หากจะถามว่าในช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ประทับใจเมืองอะไรมากที่สุด ผู้เขียนไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่าเมืองไซเปรส เมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านเกิดของผู้เขียนในประเทศไทยนี่เอง ประทับใจขนาดมีแผนจะทำหนังสือไกด์บุ๊คแนะนำการท่องเที่ยวในเมืองไซเปรสอย่างครบครันในอนาคต รอคุยกับสำนักพิมพ์ก่อน ไม่นานเกินรอ คงจะได้อ่านกัน อากาศในหนังสือค่อนข้างหนาว ทางที่ดีควรสวมถุงมือ และเสื้อกันหนาว เป็นได้ก็ควรหาผ้าพันคอมาพันระหว่างละเอียดอ่านมัน หวังใจอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะได้รับอรรถรสในเรื่องเล่า และไม่เป็นไข้เมื่ออ่านจบ. เรือนกระจกมีลักษณะคล้ายพีระมิดแก้วที่ตั้งอยู่ตรงหน้าของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสต้นไซเปรสสูงเกือบสิบเมตรตระหง่านอยู่ภายในโอ่อ่าและดูขรึมพลัง ยอดของต้นไม้สูงเกือบถึงปลายยอดของพีระมิดพื้นที่โดยรอบถูกจัดเป็นสวนพุ่มเตี้ย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ขับเน้นต้นไซเปรสที่อยู่ตรงกลางมีผ้าแพรเจ็ดสีพันรอบต้นไม้และบริเวณโคนต้นฝั่งทิศตะวันออก มีบัลลังก์เล็กๆ ออกแบบอย่างเรียบง่ายและหรูหรา แต่เดิมเคยใช้เป็นที่ประทับทรงเจ้าของสุรคม สมบัติรุ่งเรือง ผู้ก่อตั้งสำนักสนไซเปรส

ข้อมูลหนังสือ