เมื่อความรักสอนให้เขียนหนังสือเคล็ดวิชาการประพันธ์อันเลื่องลือก็หลั่งไหล นี่คือสุดยอดหนังสืออมตะ ยิ่งผ่านกาลเวลา ยิ่งขลังเข้ม และไม่เคยล้าสมัย รวมยุทธวิธีเขียนหนังสือให้ได้อย่างใจ เขียนให้คนติด เขียนให้ขายดี มีคนชื่นชอบโดยทั่วไป ยาขอบไม่เน้นเรื่องพรสวรรค์ คนเราสามารถฝึกปรือให้เก่งขึ้นมาได้ ถ้ามี “ความปลอดโปร่งแห่งอารมณ์” หนังสือเล่มนี้คัดคำแนะนำเฉพาะหัวกะทิ เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มาจากภายใน มาจากความเป็นมนุษย์ เป็นจริง พิสูจน์ได้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการฝึกเขียนหนังสือทุกรูปแบบ ไม่ว่าเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ สารคดี เขียนไดอารี่ออนไลน์หรือแม้แต่เขียนบล็อก! "ความรู้สึกที่เข้าไปจับแน่นในดวงใจนี้ ก็คือ ปีเท่าปีเท่าที่ได้คลุกคลีกับสำนักพิมพ์รายวันมาหลายแห่ง ข้าพเจ้าก็ได้พบเห็นกระดาษชนิดหนึ่งมามากมายเต็มที เป็นกระดาษที่กองบรรณาธิการ ได้รับมาเก็บไว้ พอ เป็นตั้งสูงๆ ก่อความเกะกะให้มากเข้าทุกทีแล้วก็เอาทิ้งตะกร้าเสียทีหนึ่ง นี่คือกระดาษที่บรรจุนวนิยายเรื่องสั้นบ้างไม่สั้นบ้าง ซึ่งผ่านการอ่านคร่าวๆ แล้วว่าคุณค่ายังไม่เข้าถึงมาตรฐานที่สำนักพิมพ์นั้นปรารถนา" "การปฏิบัติต่อกระดาษเหล่านี้เช่นนี้เป็นเรื่องจำเป็นจำใจที่หนังสือพิมพ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะถ้าไม่ทำดังนั้นภายในระยะสองสามปีสำนักพิมพ์ก็จะต้องหาห้องใหม่ ซึ่งจะต้องใหญ่กว่าจะบรรจุกองบรรณาธิการทั้งกองไว้เป็นห้องเก็บต้นฉบับที่ไม่อาจพิมพ์ลงไปในหน้าหนังสือพิมพ์ได้เหล่านี้" "จากกระดาษที่ถูกโยนผลุงลงไปในตะกร้านี้เองก็ทำให้หลับตาเห็นบุคคลจำพวกหนึ่งซึ่งมีแทรกแซงอยู่ทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะเป็นเหนือหรือใต้ของเมืองไทย ไม่ว่าจะหนาวจัดหรือร้อนจัดเกินไป ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืน และจะเป็นจังหวัดที่มีไฟฟ้าอำนวยความสว่างให้หรือไม่ก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้ก็ยังหลังขดหลังแข็งฝักใฝ่อยู่กับสิ่งที่ตัวรัก โดยมิได้คำนึงความร้อนหนาวเกินไป หรือความขมุกขมัวประการใดเลย" "บุคคลประเภทนี้นั่งหลังขดหลังแข็งจดจ่ออยู่กับสิ่งเดียว คือการประดิษฐ์คิดร้อยกรองตัวอักษรให้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็หวังไปฝันไปว่าเรื่องราวที่ตัวประดิษฐ์คิดแต่งขึ้นนั้น คงจะสบอัธยาศัยของผู้ที่ได้อ่าน ซึ่งโดยลักษณะการนั้นเขาก็ย่อมจะได้รับความชื่นใจมาเป็นเครื่องบำรุงหัวใจของตนเอง" "ข้าพเจ้าหลับตาเห็นความมั่นหมายของเจ้าของกระดาษที่ถูกทิ้งตะกร้าว่าเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทุกคราวที่เห็นกองกระดาษเหล่านี้ถูกกวาดลงไปสู่ตะกร้า จึงสุดแสนที่จะเจ็บปวดในใจแทน" "ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนเลว ในเรื่องขี้เกียจเขียนจดหมายติดต่อกับใครๆ ในทางกิจการอย่างที่สุดก็จำต้องทรมานความรู้สึกของตัวเองนั่งลงตอบจดหมายของ ผู้ที่รักและริเริ่มการประพันธ์ ซึ่งถามไถ่ถึงการแต่งหนังสืออยู่เนืองๆ" "จนกล่าวได้ว่าบัดนี้ข้าพเจ้าได้ตอบจดหมายของมิตรที่ไม่รู้จักหน้าจำพวกนี้ไปแล้วไม่น้อยกว่า 500 ฉบับ การนั่งหลังขดหลังแข็งเพื่อทำสิ่งที่ส่งไปให้เขาโยนลงตะกร้า ก็เป็นไม้เรียวของความอำมหิตที่โลกได้ให้แก่ผู้รักและริเป็นนักประพันธ์อยู่ แล้วข้าพเจ้าไม่อาจระงับความเห็นอกเห็นใจบุคคลจำพวกนี้จึงต้องตอบจดหมายไปปลุก ปลอบและบางทีก็แนะนำไปตามทีตามเกิด" "ก็จดหมายที่เขียนเพื่อการปลุกปลอบมิให้คนท้อแท้เสียกำลังใจนั้นจะเขียนกัน บรรทัดสองบรรทัดได้เมื่อไรเล่าและทั้งที่ต้องเขียนยาวอยู่แล้วแต่จะให้เขียน ยาวจนจุใจความ ที่อยากแนะนำเป็นแต่ละรายบุคคลนั้นย่อมเหลือวิสัย" "จึงมีทางเลือกเดียวก็แต่เขียนถึงสิ่งที่ตนสำคัญว่า จะมีประโยชน์ออกไปให้แพร่หลายเสียในคราวเดียว คือผ่านการเป็นตัวพิมพ์ออกมา 'สินในหมึก' จึงเกิดขึ้นดังนี้" "การจดปากกาลงไปในสิ่งที่ตนเองพรั่นพรึงอย่างยิ่ง แต่ก็ยังฝืนทำมันออกมา ก็เพราะความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนผู้มารักศิลปะอันเดียวกันดังนี้ และชะรอยเป็นกุศลที่วิชาชีพทางประพันธ์ จะคลี่คลายขยายตัวออกไปในแผ่นดินไทยเบื้องหน้าอย่างหนึ่ง 'สินในหมึก' ที่เขียนลงในประชามิตรด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงนั้น จวบจนบัดนี้ก็ยังมิได้ยินเสียงถุยน้ำลายใส่ข้าพเจ้าเลย สาธุ"

ข้อมูลหนังสือ